วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

อุตตริมมุสสธรรม ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ตอน เอาผ้าไตรจีวรทูนหัว

เอาผ้าไตรจีวรทูนหัว*
สมเด็จท่านมีลาภทานมากเสมอ แต่ท่านไม่ติดในลาภทานสักการะของท่าน ท่านแจกคนไปเรื่อยๆ
วันไหนไปเทศน์ในวัง บรรดาชาววังที่เป็นคนงาน มักจะขอเอาเงินค่ากัณฑ์เทศน์บ้าง อะไรบ้างที่สมเด็จถือออกมาเสมอ ท่านก็ให้ไปจนหมด วันหนึ่งท่านได้ไตรแพรที่พระจอมเกล้าฯ ถวายเป็นพิเศษ แต่คราวนี้ท่านเดินเอาไตรจีวรทูนหัวออกมา คนจะขอท่าน ท่านก็บอกว่า
“เชิญท่านหยิบเอาไปซีจ๊ะ”
คนขอไม่กล้าหยิบเอาของบนศีรษะพระ เพราะกลัวบาป จึงเหลือจีวรแพรมาถึงวัดระฆัง ท่านเอาไปห่มพระประธานในพระอุโบสถไว้ ท่านมิได้ใช้เอง ท่านตั้งใจถวายพระพุทธเจ้า จึงทูนศีรษะมา
(* ทูน = ยกไว้สูง เบื้องบน)

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

อุตตริมนุสสธรรม ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) ตอน กระทบปุ๊บติดปั๊บ




กระทบปุ๊บติดปั๊บ*
วันหนึ่งสมเด็จได้รับนิมนต์เทศน์ในวัง ซึ่งมีเทศน์ทุกวัน ผลัดเปลี่ยนเวรพระราชาคณะเข้าเทศน์ถวายธรรมตามปกติ  วันนี้จะเทศน์เรื่องอะไรมิทราบ แต่เมื่อลงธรรมาสน์มารับพระราชทานกัณฑ์เทศน์ พระจอมเกล้าฯ ทรงปรารภว่า “แตะปุ๊บ ติดปั๊บเลย”
“หินดี เหล็กดี ตีกันเข้ามันก็ติดไฟ...” สมเด็จทูลทันที

สมัยนั้นยังใช้ชุดจุดไฟ เอากระบอกนุ่นมาตีหินด้วยเหล็กก็เกิดไฟจุดฟืนได้




(โปรดติดตามตอนต่อไป)




*การเขียนเล่าเรื่องสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) นี้ ไม่ได้วางโครงการไว้ก่อนว่าจะเขียนเรื่องอะไรก่อนหลัง เป็นการเขียนเอาตามสบาย คือจำเรื่องใดได้ก่อน นึกเรื่องใดได้ก่อน ก็จะเขียนเรื่องนั้นก่อน ไม่มีลำดับก่อนหลัง  และที่จริงก็ไม่ทราบว่าเรื่องใดเกิดขึ้นก่อน เกิดตอนท่านเป็นพระธรรมกิตติ หรือท่านเป็นพระเทพกวี หรือตอนท่านเป็นสมเด็จ  เป็นการนำคำคนก่อนเก่าท่านเล่าไว้มาเขียนพรรณาการไปใหม่เท่านั้น 

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

อุตตริมนุสสธรรม ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ตอน เป็นพระธรรมกิตติ



เป็นพระธรรมกิตติ
ต่อมาในสมัยรัชการที่ ๔ พระจอมเกล้าฯ ทรงทราบกิตติคุณของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ดีอยู่แล้ว จากการที่ทรงผนวชมา ๒๗ พรรษา ร่วมสมัยกับสมเด็จฯ  จึงทรงให้สังฆการีไปตามตัวสมเด็จฯ มารับพัดยศ เป็น “พระธรรมกิตติ” (แปลว่า มีกิตติคุณทางธรรม) สมเด็จฯ จึงเข้าวังไปรับพระราชทานพัดยศ  พระจอมเกล้าฯ ตรัสล้อว่า
“รัชกาลก่อนทำไมหนี  รัชกาลนี้ทำไมจึงไม่หนีอีกล่ะ”
“รัชกาลก่อนเป็นแต่เจ้าแผ่นดิน  รัชกาลนี้เป็นทั้งเจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดิน  จะหนีไปทางไหนพ้น...”
สมเด็จทูลตอบอย่างมีปฏิภาณคมคายมาก ว่าเหมือนนกบินหนีทางฟ้าก็ยังไม่พ้น  พระจอมเกล้าฯ จึงโปรดปรานมาก ยกเป็นบาปมุติ (คือพ้นจากชั่วบาปทีเดียว) คือ พระราชทานอภัยโทษให้หมด

แล้วทรงแต่งตั้งให้ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม