วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

อุตตริมนุสสธรรม ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ตอน สุนัขขัตตัง สุมังคะลัง

สุนักขัตตัง สุมังคะลัง
มีลูกศิษย์เจ้าปัญหา ถามว่าสุนักข์เป็นมงคลหรือ ได้ยินพระท่านสวดในงานมงคลว่า “สุนักขัตตัง สุมังคะลัง...”
สมเด็จตอบว่า เธอไม่รู้ภาษาบาลี ฉันจะแปลให้ฟัง ฟังเอาบุญนะจ๊ะ
“สุนักขัตตัง สุมังคะลัง (อันว่าดาวนักขัตฤกษ์ทั้งปวงในท้องฟ้านภากาศ ที่นับถือบูชาว่าเป็นมงคลนั้น ก็ดี)
สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง (อันว่าการบูชาไฟแด่พระเจ้าให้สว่างอยู่ ก็ดี)
สุขะโณ สุมุหุตโต จะ (อันว่าการบูชาไฟให้ลุกสว่างอยู่ทุกขณะไม่ให้ไฟดับเลยก็ดี)
สุยิฏฐัง พรัหมะจาริสุ (อันว่าการบูชาพระอรหันต์ผู้อยู่จบพรหมจรรย์ทั้งหลาย)
ปะทักขิณัง กายะกัมมัง (การกระทำประทักษิณด้วยกายกรรม คือเดินวนขวา ๓ รอบ)
วาจากัมมัง ปะทักขิณัง (การประทักษิณด้วยวาจากรรม คือการสวดพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ไปในขณะเดินเวียนขวาก็ดี)
ปะทักขิณัง มโนกัมมัง (การกระทำประทักษิณด้วยมโนกรรมคือการส่งใจไปจดจ้องเคารพท่านก็ดี)
ปะณิธี เต ปะทักขิณา (ย่อมได้รับผลอันประณีตตามที่ตั้งจิตปรารถนาในการกระทำประทักษิณนั้น)
ปะทักขิณานิ กัตวานะ (การกระทำประทักษิณทั้ง ๓ ประการนี้)
ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ” (ย่อมได้รับผลจากการกระทำประทักษิณทั้งหลายเหล่านี้)
การกระทำประทักษิณ คือการเดินวนขวา ๓ รอบ ในท่านผู้ที่เคารพแม้ในมิตรสหาย แม้ในภรรยา เช่นชูชกเดินประทักษิณนางอมิตดาเมื่อจะจากไปในป่า เพื่อขอสองกุมาร ชูชกเดินวนสามรอบนางอมิตดา ว่าจะเกิดการสวัสดีแก่ทั้งผู้อยู่และผู้จากไป
ในการเดินวนขวาสามรอบนั้น ท่านให้สำรวมกาย, สำรวมวาจา, สำรวมใจ, สังวรระวัง
ในรอบแรก ให้สวดพระพุทธคุณ ๕๖ (อิติปิโสฯ)
ในรอบที่สอง ให้สวดพระธรรมคุณ ๓๘ (สวากขาโตฯ)
ในรอบสาม ให้สวดพระสังฆคุณ ๑๔ (สุปฏิปันโนฯ)
รวมเป็นคุณพระรัตนตรัย ๑๐๘ ท่านจึงให้สวมพระประคำ ๑๐๘ ลูก หมายถึงสามพระรัตนตรัย ว่าอิติปิโส ๑๐๘ คาบ ท่านหมายถึงประทักษิณ ๓ รอบนี้เอง ท่านนิมนต์พระมาสวดพระพุทธคุณก็ต้องมีพระ ๑๐๘ องค์ นี่แบบโบราณแท้

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

อุตตริมนุสสธรรม ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) ตอน ชยันโต แปลว่าอะไร

ชยันโต แปลว่าอะไร
ยังมีเจ้านายองค์หนึ่งพระนามอันใดมิได้แจ้ง นิมนต์สมเด็จไปในงานมงคลที่วัง สมเด็จจึงสวดชยันโตเป็นการอวยชัยให้พร ตามธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติมาแต่ไหนแต่ไร ไม่มีใครสงสัยสอบถามเลย แต่เมื่อจะกลับ เจ้านายองค์นั้นท่านกลับถามว่า สวดชยันโตนี่มีความหมายว่าอย่างไร สวดมาแต่สมัยพระพุทธเจ้าหรือสวดในสมัยใด มีความหมายว่าอย่างไร
สมเด็จท่านเก่งภาษาบาลีอยู่แล้ว ท่านจึงตอบทันที
“ชะยันโต โพธิยา มูเล (อันว่าชัยชนะพญามารและเสนามารของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าที่โคนต้นโพธิ์ ในคืนวันตรัสรู้)
สักยานัง นันทิวัฑฒะโน (ทำให้กษัตริย์ศากยวงศ์ทั้งหลาย พากันยินดีปราโมทย์ทั่วหน้าแผ่กว้างไป)
เอวัง ตวัง วิชะโย โหหิ (ชัยชนะในครั้งนั้น เป็นชัยชนะที่รุ่งเรือง)
ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล (ชัยชนะที่เกิดขึ้น เป็นชัยชนะที่เกิดมงคลมาก)
อะปะราชิตะปัลลังเก (เป็นชัยชนะบนบัลลังก์กษัตริย์ที่ไม่มีพ่ายแพ้ในภายหลัง)
สีเส ปะฐะวิโปกขะเร (เป็นชัยชนะเหนือแผ่นดินแผ่นน้ำในใต้หล้า)
อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง (เป็นชัยชนะที่ปรมาภิเศกสัมโพธิญาณให้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า)
 อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ” (อันควรแก่การอนุโมทนาและยินดีปราโมทย์อย่างยิ่ง)
เป็นพระคาถาสดุดีชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า ที่พระอรหันต์ท่านกล่าวสรรเสริญชัยชนะครั้งนี้ว่า ถ้าไม่มีชัยชนะครั้งนี้แล้ว ย่อมไม่มีพระพุทธรัตนะ ไม่มีพระธรรมรัตตะ ไม่มีพระสังฆรัตนะ ไม่มีพระพุทธศาสนามาให้เราเคารพกราบไหว้เป็นที่พึ่งกันเลย ท่านจึงนำมาสวดในงานมงคลที่เจ้าภาพปรารถนาเอามิ่งมงคล มีชัยชนะอมนุษย์และมนุษย์ทั้งหลาย ไม่ต้องพ่ายแพ้ในภายหลัง
(โปรดติดตามตอนต่อไป) 


วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

อุตตรืมนุสสธรรมของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ตอนพระประพรมน้ำมนต์ให้ทหารไปทำสงคราม

พระประพรมน้ำมนต์ให้ทหารไปทำสงคราม
ในสมัยรัชกาลที่ ๓ มีการส่งกองทัพไปรบกับญวนในประเทศเขมร ทางราชการนิมนต์พระสงฆ์ไปประพรมน้ำมนต์แก่ทหารที่ไปทำสงคราม พอถึงรัชกาลที่ ๕ ก็ส่งกองทัพไปปราบฮ่อ จึงมีคนเจ้าปัญหาไปปุจฉาสมเด็จพระพุฒาจารย์ว่า ผิดศีลหรือไม่ เพราะเท่ากับไปแสดงความประสงค์ที่จะให้ทหารไปฆ่าคนในสงคราม
สมเด็จฯ ท่านย้อนถามว่า ถ้าข้าศึกมารุกราน ทำลายชาติ ชาติจะตั้งอยู่ได้หรือไม่ ถ้าข้าศึกมาทำลายล้างศาสนา พระสงฆ์จะอยู่ได้หรือไม่ ทหารที่ไปทำสงคราม เพื่อป้องกันชาติ ป้องกันพระพุทธศาสนา พระสงฆ์จึงต้องเอาใจช่วยให้ทหารไปรบเพื่อป้องกันชาติ ปกป้องพระพุทธศาสนา ให้มีชาติ ให้มีพระศาสนาอยู่สืบไป พระไม่ได้ไปในกองทัพเพื่อช่วยทหารรบ ไม่ได้ถืออาวุธเข้ารบ จึงไม่ผิดศีลข้อไหนเลย พระพุทธเจ้าตรัสไม่ให้พระไปในกองทัพเกิน ๓ วันเท่านั้น การประพรมน้ำมนต์น้ำพรให้ทหาร เป็นการอวยพรให้ไปโดยสวัสดี ปลอดภัยในสงครามเท่านั้น ในการสงคราม พระราชาอาจเกณฑ์พระสงฆ์ที่ยังหนุ่มแน่นให้สึกออกมาเป็นทหารไปรบได้ด้วย
ทหารที่ไปรับถ้าถอยทัพจะถูกแม่ทัพฆ่าทันที แม่ทัพที่ไม่กล้าสั่งฆ่าคนนั้นเป็นแม่ทัพไม่ได้ เพราะกองทัพจะอ่อนแอ พ่ายแพ้แก่ข้าศึก พระมหาราชาธิราชที่สามารถรักษาพระราชอาณาจักรไว้ได้ จึงต้องเข้มแข็ง สั่งฆ่าคนได้ เพราะการสงคราม ไม่มีคำว่าบาป หรือบุญ เป็นการทำหน้าที่รักษาชาติ รักษาพระศาสนา ไม่มีเจตนาฆ่าคน แต่ทำลายข้าศึกให้พ่ายแพ้ เพื่อความอยู่รอดของชาติ ศาสนา การฆ่าคนที่ถือว่ามีบาปนั้นคือต้องมีเจตนาฆ่าเขาให้ตาย
การสวดชยันโต คือการอวยชัยให้มีชัยชนะแก่ข้าศึก ไม่ใช่การยุยงให้ทหารไปฆ่าคนให้ตาย
เมื่อกรุงเก่าแตกสลายนั้น ทหารพม่าเผาวัง เผาวัด เผาพระพุทธรูปทองลอกเอาทองไป ขนเอาพระพุทธรูป เทวรูปไปเมืองพม่ามากมาย อยากเป็นอย่างนั้นอีกหนไหมเล่า

(โปรดติดตามตอนต่อไป)