วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

อุตตริมนุสสธรรม ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) ตอน ชยันโต แปลว่าอะไร

ชยันโต แปลว่าอะไร
ยังมีเจ้านายองค์หนึ่งพระนามอันใดมิได้แจ้ง นิมนต์สมเด็จไปในงานมงคลที่วัง สมเด็จจึงสวดชยันโตเป็นการอวยชัยให้พร ตามธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติมาแต่ไหนแต่ไร ไม่มีใครสงสัยสอบถามเลย แต่เมื่อจะกลับ เจ้านายองค์นั้นท่านกลับถามว่า สวดชยันโตนี่มีความหมายว่าอย่างไร สวดมาแต่สมัยพระพุทธเจ้าหรือสวดในสมัยใด มีความหมายว่าอย่างไร
สมเด็จท่านเก่งภาษาบาลีอยู่แล้ว ท่านจึงตอบทันที
“ชะยันโต โพธิยา มูเล (อันว่าชัยชนะพญามารและเสนามารของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าที่โคนต้นโพธิ์ ในคืนวันตรัสรู้)
สักยานัง นันทิวัฑฒะโน (ทำให้กษัตริย์ศากยวงศ์ทั้งหลาย พากันยินดีปราโมทย์ทั่วหน้าแผ่กว้างไป)
เอวัง ตวัง วิชะโย โหหิ (ชัยชนะในครั้งนั้น เป็นชัยชนะที่รุ่งเรือง)
ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล (ชัยชนะที่เกิดขึ้น เป็นชัยชนะที่เกิดมงคลมาก)
อะปะราชิตะปัลลังเก (เป็นชัยชนะบนบัลลังก์กษัตริย์ที่ไม่มีพ่ายแพ้ในภายหลัง)
สีเส ปะฐะวิโปกขะเร (เป็นชัยชนะเหนือแผ่นดินแผ่นน้ำในใต้หล้า)
อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง (เป็นชัยชนะที่ปรมาภิเศกสัมโพธิญาณให้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า)
 อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ” (อันควรแก่การอนุโมทนาและยินดีปราโมทย์อย่างยิ่ง)
เป็นพระคาถาสดุดีชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า ที่พระอรหันต์ท่านกล่าวสรรเสริญชัยชนะครั้งนี้ว่า ถ้าไม่มีชัยชนะครั้งนี้แล้ว ย่อมไม่มีพระพุทธรัตนะ ไม่มีพระธรรมรัตตะ ไม่มีพระสังฆรัตนะ ไม่มีพระพุทธศาสนามาให้เราเคารพกราบไหว้เป็นที่พึ่งกันเลย ท่านจึงนำมาสวดในงานมงคลที่เจ้าภาพปรารถนาเอามิ่งมงคล มีชัยชนะอมนุษย์และมนุษย์ทั้งหลาย ไม่ต้องพ่ายแพ้ในภายหลัง
(โปรดติดตามตอนต่อไป) 


วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

อุตตรืมนุสสธรรมของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ตอนพระประพรมน้ำมนต์ให้ทหารไปทำสงคราม

พระประพรมน้ำมนต์ให้ทหารไปทำสงคราม
ในสมัยรัชกาลที่ ๓ มีการส่งกองทัพไปรบกับญวนในประเทศเขมร ทางราชการนิมนต์พระสงฆ์ไปประพรมน้ำมนต์แก่ทหารที่ไปทำสงคราม พอถึงรัชกาลที่ ๕ ก็ส่งกองทัพไปปราบฮ่อ จึงมีคนเจ้าปัญหาไปปุจฉาสมเด็จพระพุฒาจารย์ว่า ผิดศีลหรือไม่ เพราะเท่ากับไปแสดงความประสงค์ที่จะให้ทหารไปฆ่าคนในสงคราม
สมเด็จฯ ท่านย้อนถามว่า ถ้าข้าศึกมารุกราน ทำลายชาติ ชาติจะตั้งอยู่ได้หรือไม่ ถ้าข้าศึกมาทำลายล้างศาสนา พระสงฆ์จะอยู่ได้หรือไม่ ทหารที่ไปทำสงคราม เพื่อป้องกันชาติ ป้องกันพระพุทธศาสนา พระสงฆ์จึงต้องเอาใจช่วยให้ทหารไปรบเพื่อป้องกันชาติ ปกป้องพระพุทธศาสนา ให้มีชาติ ให้มีพระศาสนาอยู่สืบไป พระไม่ได้ไปในกองทัพเพื่อช่วยทหารรบ ไม่ได้ถืออาวุธเข้ารบ จึงไม่ผิดศีลข้อไหนเลย พระพุทธเจ้าตรัสไม่ให้พระไปในกองทัพเกิน ๓ วันเท่านั้น การประพรมน้ำมนต์น้ำพรให้ทหาร เป็นการอวยพรให้ไปโดยสวัสดี ปลอดภัยในสงครามเท่านั้น ในการสงคราม พระราชาอาจเกณฑ์พระสงฆ์ที่ยังหนุ่มแน่นให้สึกออกมาเป็นทหารไปรบได้ด้วย
ทหารที่ไปรับถ้าถอยทัพจะถูกแม่ทัพฆ่าทันที แม่ทัพที่ไม่กล้าสั่งฆ่าคนนั้นเป็นแม่ทัพไม่ได้ เพราะกองทัพจะอ่อนแอ พ่ายแพ้แก่ข้าศึก พระมหาราชาธิราชที่สามารถรักษาพระราชอาณาจักรไว้ได้ จึงต้องเข้มแข็ง สั่งฆ่าคนได้ เพราะการสงคราม ไม่มีคำว่าบาป หรือบุญ เป็นการทำหน้าที่รักษาชาติ รักษาพระศาสนา ไม่มีเจตนาฆ่าคน แต่ทำลายข้าศึกให้พ่ายแพ้ เพื่อความอยู่รอดของชาติ ศาสนา การฆ่าคนที่ถือว่ามีบาปนั้นคือต้องมีเจตนาฆ่าเขาให้ตาย
การสวดชยันโต คือการอวยชัยให้มีชัยชนะแก่ข้าศึก ไม่ใช่การยุยงให้ทหารไปฆ่าคนให้ตาย
เมื่อกรุงเก่าแตกสลายนั้น ทหารพม่าเผาวัง เผาวัด เผาพระพุทธรูปทองลอกเอาทองไป ขนเอาพระพุทธรูป เทวรูปไปเมืองพม่ามากมาย อยากเป็นอย่างนั้นอีกหนไหมเล่า

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2559

อุตตริมนุสสธรรม ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) ตอน โอมพิจารณา มหาพิจารณา


โอมพิจารณา มหาพิจารณา
ในสมัยรัชกาลที่ ๔ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ก็ประพฤติเป็นเทวทูตเตือนใจพระจอมเกล้าฯ มาแล้วหลายครั้งหลายหน พอตกมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีอิทธิพลครอบคลุมแผ่นดินอยู่ จนเจ้านายขุนนางเกรงกลัวกันทั่วบ้านทั่วเมือง ไม่มีใครกล้าทัดทานได้ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ท่านก็กระทำตัวเป็นอินแปลงมาแสดงตัวเตือนสมเด็จเจ้าพระยาผู้สำเร็จราชการแผ่นดินอยู่เนืองๆ ท่านคอยปกป้องคุ้มครองราชย์บัลลังก์มาโดยตลอด เช่นการจุดไต้กลางวันแสกๆ ไปที่ตำหนักของผู้สำเร็จราชการ แล้วกล่าวว่า
“เขาเลื่องลือกันอื้ออึงนักว่า บ้านเมืองมืดมน จะมีผู้คิดร้ายต่อแผ่นดิน จึงมาถามท่านเจ้าคุณว่าข้อเท็จจริงประการใด ถ้าจริงก็ขอบิณฑบาตรเขาเสีย...”
สมเด็จเจ้าพระยาท่านก็เป็นคนฉลาดมาก มีสติปัญญาสูง เรียกว่าปราชญ์ย่อมรู้เชิงปราชญ์ จึงตอบว่า
“ตราบใดที่กระผมยังอยู่ จะไม่ยอมให้บ้านเมืองมืดมนเป็นอันขาด ขอให้เจ้าคุณเบาใจได้...”
“เมื่อเจ้าคุณรับรองดังนี้แล้ว อาตมาก็เชื่อ จึงขอลากลับไปก่อน”
การกระทำของสมเด็จพระพุฒจารย์โตคราวนี้ได้ผลอย่างไพศาล
๑.ทำให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ปฏิญาณตนกับพระ ว่าจะไม่คิดร้ายต่อแผ่นดิน ถ้าท่านเสียสัจวาจาก็จะเสียคนไปเลย
๒.เป็นการให้คำรับรองว่า ท่านมีความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕
๓.เป็นการระงับข่าวลือข่าวร้ายลงเสียได้ บรรดาเจ้านายขุนนางก็สบายใจว่าจะไม่มีการผลัดแผ่นดิน ไม่เกิดฆ่ากันในบ้านเมือง
คราวหนึ่ง สมเด็จเจ้าพระยา ท่านนิมนต์สมเด็จพระพุฒาจารย์ไปเทศน์ ขอให้เทศน์เรื่องการประพฤติของผู้เป็นใหญ่ในบ้านเมือง ว่าสมควรจะยึดถืออะไรเป็นหลักใหญ่ที่สุด
สมเด็จฯ ท่านก็เทศน์ว่า
“โอมพิจารณา มหาพิจารณา” ท่านว่าย้ำซ้ำอยู่อย่างนั้น
สมเด็จเจ้าพระยาฯ จึงพูดว่า ขอให้อธิบายขยายความต่อไปให้แจ่มแจ้งด้วย
“การของบ้านเมืองก็ดี การของโลกก็ดี การของพระศาสนาก็ดี การของชาติก็ดี ที่จะกระทำให้เกิดผลดีในปัจจุบัน เกิดผลดีในอนาคต สำเร็จเรียบร้อยดีงามแก่ผู้คนพลเมือง ให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขแก่ปวงชนทั่วหน้า จะต้องพิจารณาเป็นขั้นเป็นตอน ทั้งิจการน้อยใหญ่ทั้งปวง พิจารณาขั้นต้น พิจารณาขั้นกลาง พิจารณาขั้นสุดท้าย ก่อนจะทำลงไปว่าจะเกิดผลอย่างไร จะแก้ไขอย่างไร พิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วนลึกซึ้ง รอบคอบ รอบด้าน อย่าคิดดีดลูกคิดรางแก้วเอาแต่ผลได้ฝ่ายเดียว ต้องคิดถึงผลเสียที่จะเกิดตามมาด้วย เหมือนเดินหมากรุก จะกินม้า ต้องดูตาเรือ จะกินเรือ ต้องดูตาขุน ที่ท่านว่าต้องดูตาม้าตาเรือจึงจะชนะ ถ้าเดินผิด จะต้องเสียม้า เสียเรือ เสียขุนไป...”

(โปรดติดตามตอนต่อไป)